“มองอะไรให้มองทั้งสองแง่ อย่ามองแต่แง่ดีเท่าที่เห็น
หรือมองแค่แง่ร้ายหมายประเด็น จงเยือกเย็นยุติธรรมอย่าลำเอียง!”
ผมอ่านพบข้อคิดข้างต้นแล้วรู้สึกว่าดี ก็เลยนำมาขยายความ! เพราะในสังคมปัจจุบันคนเรามีความ สุขน้อยลง เพราะชอบมองกันด้านเดียว!
เวลาเราชอบใครเชียร์ใครก็มองแต่ด้านดีด้านเดียวของคนนั้น แต่ปิดตาไม่ยอมมองด้านที่บกพร่องของ เขาหรือเธอ
หรือกลับกัน เวลาเราไม่ชอบใคร (ซึ่งโดยปกติมักจะเกิดจากเรื่องส่วนตัวก่อน) เราก็จ้องแต่ด้านจุดอ่อนหรือด้านที่บกพร่องของตัวเราเองหรือของเขาหรือเธอ และจะเอาเป็นเอาตายให้ได้ ทั้ง ๆ ที่บางทีเรื่องเหล่านั้นช่างเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับข้อบกพร่องของคนบางคนที่ตัวเราเองชอบหรือเชียร์!
และที่น่าเศร้าก็คือ เวลาเราไม่ชอบใครตาของเรากลับบอดมองไม่เห็นส่วนดีของเขาซึ่งมีมากมายปรากฎอยู่ตรงหน้า!
บางทีเราเองเอาแต่พูดพล่ามหรือเพ้อเจ้อเรื่องความรักของพระเจ้ามากจนเกินไป แต่ที่จะปฏิบัติออกมาต่อผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคนที่เราไม่ชอบนั้นช่างน้อยเกินไปหรือไม่มีเลย!
ความรักที่ “เชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ” ที่ควรแสดงออกมาให้ประจักษ์กลับมองไม่เห็น มีแต่ความเกลียดชังปรากฎออกมาทั้งต่อหน้าและลับหลัง!
ในยามที่เรามองผู้อื่นด้วยใจลำเอียงนั้น “ต่อมแห่งความรัก” ของเราจะหยุดทำงาน และ “ต่อมแห่งความชิงชัง” ของเราจะเริ่มทำงานแบบไม่มีวันหยุด จนเป็นเหตุให้เราหมกมุ่นอยู่กับการคิดวางแผนทำร้ายผู้ใดก็ได้ แม้แต่ในวันบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์อย่างวันอาทิตย์หรือวันสะบาโต โดยไม่รู้สึกเกรงใจพระเจ้า!
หากว่าเรายังปล่อยให้เครื่องจักรแห่งความมุ่งร้ายของเราสอดส่องและบันทึกจดจำความผิดของผู้อื่นอยู่อย่างหักโหมหามรุ่งหามค่ำอยู่ตลอดเวลาก็จงระวังให้ดี เพราะว่าวันหนึ่งดาบนั้นอาจย้อนคืนสนอง เพราะว่าทุกความเกลียดชังของเราจะถูกเครื่องจักรเดียวกันนั้นจดบันทึกไว้เพื่อเล่นงานตัวของเราเช่นเดียวกัน โดยที่เราไม่รู้ตัว!
ขอให้เราระลึกถึงคุณลักษณะประการหนึ่งของความรักที่ว่า …
“ความรักไม่ช่างจดจำความผิดของผู้อื่น!” (Love keeps no record of wrongs!)
จึงเป็นการดีที่เราจะรีบปิดปุ่มเครื่องจักรแห่งความมุ่งร้ายนี้แล้วรีบกดปุ่มเครื่องจักรแห่งความรักโดย เร็วที่สุด เพื่อเราจะได้พบกับความสันติในใจที่เป็นสุขเกินบรรยาย!
ขอให้ตาใจของเราสามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างถูกต้องและสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเห็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำสิ่งใดบกพร่องหรือผิดพลาด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่เราชอบหรือไม่ชอบ ผิดก็คือ ผิด หน้าที่ของเราก็คือ แสดงความรักต่อเขาด้วยการช่วยเหลือเขาหรือเธออย่างจริงใจด้วยความถ่อมสุภาพ ไม่ใช่ด้วยท่าทีแห่งการจับผิดหรือมุ่งร้าย ที่ทำให้ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการไปรื้อฟื้นหรือจดจำเรื่องเดิมที่ผ่านมาแล้วเกิน 24 ชั่วโมง!
ให้เรามองไปข้างหน้า และช่วยเขาหรือเธอให้ก้าวพ้นจากความผิดหรือความบกพร่องนั้นตั้งแต่ชั่วโมงที่ 25 นี้ในทันที!
จงจำไว้เสมอว่าเราต้องรังเกียจความบาป ในขณะเดียวกันเราต้องรักคนบาปนั้น!
ในทำนองเดียวกัน หากผู้หนึ่งผู้ใดไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่เราชอบหรือไม่ชอบ หากว่าเขาทำสิ่งใดที่ดีและคู่ควรต่อการยกย่อง เราก็ควรที่จะแสดงความชื่นชมต่อเขาออกมาโดยไม่รีรอ ควบคู่ไปกับการเตือนสติเขาให้ระวังการลื่นไถลหรือล้มลงในความบาปผิดที่ดักรอเขาอยู่!
หากว่าเราได้กระทำต่อกันดังเช่นที่ว่ามานี้ด้วยความรักและความเป็นธรรม ก็เท่ากับว่าเรากำลังก่อร่างสร้างชุมชนของพระเจ้าแท้ขึ้น มาบนพื้นพิภพนี้
เบนจามิน แฟรงคลิน เคยกล่าวไว้ว่า …
“ศัตรูที่เปิดเผย อาจเป็นดุจคำแช่งสาป แต่มิตรที่เสแสร้งนั้นเลวร้ายกว่า!”
(An open foe may prove a curse; but a pretended friend is arose.)
ดังนั้น วันนี้ ขอให้เราเป็นชุมชนที่ทุกคนรู้จักมองดูทุกสิ่งด้วยสายตาอันสมดุล รู้จักแยกแยะสิ่งผิดถูกอย่างเป็นธรรม จนกลายเป็นชุมชนดีที่ปลอดจากศัตรูที่เปิดเผย มิตรเทียม และพี่น้องปลอม!
จะดีไหมครับ?
– ธงชัย ประดับชนานุรัตน์-
1 reply on “มองสองแง่”
ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงสอนให้เรารู้จักรักพระองค์